Categories
ข่าวฟุตบอล

ตลอดทั้งฤดูกาลห้ามแพ้เกิน 5 นัด

ตลอดทั้งฤดูกาลห้ามแพ้เกิน 5 นัด
จากการที่ ไอ้ปืนใหญ่ คือทีมเดียวในประวัติศาสตร์ Premier League  ที่คว้าแชมป์ได้ด้วย Stats ไร้พ่าย เราจึงบอกได้ว่าการหลีกเลี่ยงความปราชัยในฤดูกาลที่ต้องแข่งกันถึง 38 นัด มันแทบจะเป็นไปไม่ได้  

ufa1688

ยังไงก็ตาม แม้ว่าทีมที่จะเป็นแชมป์จะมีสิทธิ์แพ้ได้ แต่โควตาสำหรับความแพ้พ่าย ตามมาตรฐานแล้วคือต้องห้ามเกิน 5 นัดอย่างเด็ดขาด
ทีมสุดท้ายที่แพ้มากกว่า 5 นัดแต่สามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จคือ เรือใบสีฟ้า ที่พ่ายไป 6 นัดในฤดูกาล 2013-14 ซึ่งทุกคนคงจำกันได้ดีว่า นั่นคือปีที่ หงส์แดง สะดุดหัวทิ่มจนวืดแชมป์ไปเองในช่วงท้ายซีซั่น
___________________________
7. ต้องชนะอย่างน้อย 30 นัด
นับตั้งแต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาเป็นกุนซือของ เรือใบสีฟ้า ไม่เคยมีแชมป์ Premier League ฤดูกาลไหน เก็บได้น้อยกว่า 90 คะแนนมาก่อน
เชลซี (2016-17) ทำได้ 93 คะแนน : ชนะ 30 เสมอ 3 แพ้ 5
 เรือฝบสีฟ้า (2017-18) 100 คะแนน : ชนะ 32 เสมอ 4 แพ้ 2
 เรือฝบสีฟ้า (2018-19) 98 คะแนน : ชนะ 32 เสมอ 2 แพ้ 4
หงส์แดง (2019-20) 99 คะแนน : ชนะ 32 เสมอ 3 แพ้ 3
การจะการันตี 90 คะแนนที่แน่นอนที่สุด จะมีอะไรดีไปกว่าชนะให้ได้ 30 นัด แม้มันจะเป็นเรื่องยากมากก็เถอะ
สำหรับ Stats ชนะเยอะที่สุดใน Premier League หนึ่งฤดูกาล ตกเป็นของ  Manchester City  ฤดูกาล 2017-18 กับ หงส์แดงลิเวอร์พูล 2019-20 ครองไว้ร่วมกันที่จำนวน 32 นัด
สิ่งนี้น่าจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การจะคว้าแชมป์ Premier League ให้ได้ในยุคหลังๆ ชัยชนะทุกนัด มันสำคัญมากๆ เลยทีเดียว
___________________________
8. คลีนชีตอย่างน้อย 15 นัด
“เกมรุกทำให้คุณชนะ แต่เกมรับทำให้คุณเป็นแชมป์”
นี่คือประโยคคลาสสิคที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตตำนานบรมกุนซือของ ปีศาจแดง ที่ครอง Stats กุนซือที่คว้าแชมป์ Premier League เยอะที่สุดตลอดกาลถึง 13 สมัย เคยกล่าวเอาไว้
ป๋าเฟอร์กี้กล่าวไว้ไม่ผิด เพราะสิ่งที่มันเป็นจริงในเกมฟุตบอลแน่นอน 100% ก็คือตราบใดที่ทีมของคุณไม่เสียประตู คุณไม่มีทางแพ้
ในรอบ 4 ฤดูกาลท้ายสุด ทีมที่คว้าโทรฟี่ Premier League  จะเสียประตูไม่เกิน 33 ลูก นั่นหมายความว่าพวกเขามีค่าเฉลี่ยการโดนยิงต่อเกม ไม่ถึงนัดละ 1 ประตู
ทีนี้มาดู Stats คลีนชีตของแชมป์ Premier League  นับตั้งแต่ปี 2016-17 กันว่าเป็นยังไงบ้าง
2016-17 :Chelsea16 นัด
2017-18 :  Manchester City  18 นัด
2018-19 :  Manchester City  20 นัด
2019-20 : หงส์แดงลิเวอร์พูล 15 นัด
แม้ว่า 3 ฤดูกาลล่าสุด ผู้รักษาประตูที่เก็บคลีนชีตเยอะที่สุดในลีกจะไม่ใช่นายทวารของแชมเปี้ยน (เด เคอา 2018, อลีสซง 2019 และ เอแดร์ซอน 2020) แต่มันชัดเจนว่าคุณต้องมีนายประตูและแผงหลังที่ไว้ใจได้จริงๆ เท่านั้น ถึงจะกล้าหวังแชมป์
หากยึดเกณฑ์นี้ถือว่าแนวรับของ หงส์แดงลิเวอร์พูล ยังดูดีที่สุด จากการที่มีผู้เล่นระดับโลกถึง 4 คน ทั้ง อลีสซง เบ็คเกอร์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน
ทีมที่น่าเป็นห่วงคือสิงห์สำอางเพราะแม้จะได้ตัวเซนเตอร์แบ็กมากประสบการณ์อย่าง ติอาโก้ ซิลวา มาคุมแดนหลัง แต่ตำแหน่งนายประตูยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม เพราะซีซั่นก่อน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า มี Stats เป็นนายทวารที่แย่ที่สุด ไม่รู้ว่าพอเปิดฤดูกาลใหม่จะกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้มั้ย
ขณะที่ เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูของ แรนส์ ที่มีข่าวว่าทีมเชลซีส์ต้องการดึงตัวเข้ามาเสริมเร็วๆ นี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นคนที่ใช่แค่ไหน และไม่แน่ใจว่าจะเข้ามายึดมือหนึ่งได้ทันทีหรือไม่ด้วย
___________________________
9. ต้องมีผู้เล่นยิงเกิน 15 ประตูอย่างน้อย 2 คน
ถึงเกมรับจะดีแค่ไหน แต่คุณจะชนะคู่แข่งได้ ก็ต้องยิงประตูได้เยอะกว่าเขาเท่านั้น 
ซึ่งหน้าที่ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย หลักๆ คงต้องฝากความหวังไว้ที่แนวรุก และทีมที่มีเกมรุกไว้ใจได้เยอะที่สุด ก็จะมีโอกาสเป็นแชมป์มากกว่าใครเพื่อน
ในฤดูกาล 2016-17สิงห์บลูมี ดีเอโก้ คอสต้า เป็นดาวซัลโวประจำทีมด้วยการซัดไป 20 ประตู ขณะที่พระเอกในแผนกโจมตีอย่าง เอแด็น อาซาร์ ก็ไม่น้อยหน้า ยิงเองไปถึง 16 ลูก
ซีซั่น 2017-18 และ 2018-19 ที่  เรือฝบสีฟ้า คว้าแชมป์ 2 ปีติด พวกเขามี เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงได้ซีซั่นละ 21 ประตู โดย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง พัฒนาสกิลจบสกอร์เพิ่มขึ้น ด้วยการซัดได้ 18 ลูก และ 17 ลูกตามลำดับ
อันจริงแล้ว ฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมเรือใบสีฟ้ายังคงมีแนวรุกที่อันตราย จากการที่ สเตอร์ลิ่ง ยิงถึงหลัก 20 ลูก ส่วน อเกวโร่ ก็ซัดไป 16 ประตูก่อนเจ็บยาว แถมยังมีราชาแอสซิสต์อย่าง เควิน เดอ บรอยน์ อีกต่างหาก
เกมรุกของพวกเขาไม่ใช่ปัญหา แต่จุดอ่อนในเกมรับของพวกเขาในเกมสำคัญ คือปัจจัยหลักที่ทำให้ทีมพลาดแชมป์
ขณะที่ตำแหน่งแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 30 ปีของ หงส์แดงลิเวอร์พูล นอกจากจะมีเกมรับที่สุดยอดแล้ว อีกจุดสำคัญก็คือการมีปีกสไตเกอร์ไว้ในครอบครองถึง 2 คน ทั้ง ซาดิโอ มาเน่ (18 ประตู) และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (19 ลูก)
.
การมีนักเตะแนวรุกที่ฝากความหวังในการยิงประตูได้หลายๆ คน จะช่วยให้คู่แข่งรับมือได้ยากขึ้น 
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมสิงห์สำอางถึงลงทุนหนักในการซื้อตัว ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ แม้จะมี คริสเตียน พูลิซิช, เมสัน เมาน์ท และ แทมมี่ อับราฮัม อยู่แล้ว
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แม้จะมี 3 ประสาน เมสัน กรีนวู้ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่พร้อมเรียงหน้าสลับกันมีชื่อบนสกอร์บอร์ด ร่วมกับมือสังหารจุดโทษคนเก่งอย่าง บรูโน่ แฟร์นันเดส…
แต่การที่เกมรุกของพวกเขายังรู้ทางได้ง่าย ทำให้ เจดอน ซานโช่ ยังคงเป็นผู้เล่นที่พวกเขาต้องปิดดีลให้สำเร็จ
สำหรับ ไอ้ปืนใหญ่ แม้จะมีทรงการเล่นที่ดีขึ้นด้วยแท็กติกของ มิเกล อาร์เตต้า แต่ถ้าจะหวังสูงถึงขั้นท้าชิงแชมป์ พวกเขาควรต้องมีใครสักคน เค้นฟอร์มขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระจาก ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง บ้าง 
เพราะ 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา สตาร์ทีมชาติกาบองคือคนเดียวของทีม ที่ยิงในลีกได้ไม่น้อยกว่า 15 ประตู
___________________________
10. ต้องเปิดบ้านชนะ ไก่เดือยทอง และ เลสเตอร์
เราคงต้องขออภัย ที่ต้องบอกตามตรงว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และ ไก่เดือยทอง ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีความพร้อมไม่มากพอที่จะเป็นแชมป์ฤดูกาลนี้ได้ เราถึงต้องพูดถึง Stats นี้ขึ้นมา
แม้ว่า เลสเตอร์ จะเคยสร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์แบบไม่มีใครคาดคิดในฤดูกาล 2015-16 แต่หลังต่อไปก็อย่างที่เห็น ว่าพวกเขาไม่เคยดีพอแม้กระทั่งติดท็อปโฟร์ได้อีก
ขณะที่ ไก่เดือยทอง ยังคงเป็นทีมเดียวในกลุ่ม “บิ๊กซิกซ์” ที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ Premier League  
ยังไงก็ตาม ถ้าจะพูดว่า 2 ทีมนี้คือสโมสรที่ดูจะมีมาตรฐานสูงที่สุด นอกเหนือจากบรรดาทีมเต็งแชมป์ก็คงไม่ผิดนัก และนับเป็นโจทย์สำคัญที่จะชี้วัดได้ดีที่สุดสำหรับทีมที่จะเป็นแชมเปี้ยน ว่าเก่งพอจริงๆ ที่จะสามารถเอาชนะ 2 ทีมนี้ที่สนามของตัวเองได้หรือไม่
ฤดูกาล 2016-17สิงห์บลูเปิดบ้านอัด เลสเตอร์ 3-0 และเฉือนท็อตแนมฯ 2-1
ฤดูกาล 2017-18  เรือฝบสีฟ้า ถล่มทั้ง 2 ทีมได้แบบขาดลอยในการเล่นที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม โดยชนะ ไก่เดือยทอง 4-1 และยำใหญ่ เลสเตอร์ อีก 5-1
ซีซั่น 2018-19 เรือใบสีฟ้าป้องกันแชมป์ได้แบบหืดจับ แต่นั่นก็เพราะพวกเขาไม่พลาด 3 คะแนนสำคัญในการเฉือนทั้ง ไก่เดือยทอง และ เลสเตอร์ ด้วยสกอร์ 1-0 ทั้งคู่ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงไม่มีใครลืมลูกยิงไกลปลิดวิญญาณของ แว็งซ็องต์ ก็องปานี ที่ทำให้แฟนหงส์ฝันสลายกันเป็นแถว ขณะที่ในฤดูกาลนั้น หงส์แดง โดนทีเด็ด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ซัดแบ่งคะแนนจนเสมอ 1-1 ที่แอนฟิลด์ นี่คือจุดแตกต่างว่าทำไม แมนเชสเตอร์ ซิตี ถึงคว้าแชมป์ไปครองได้ด้วยช่องว่างคะแนนเดียว
ขณะที่ฤดูกาล 2019-20 ทีมของ เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ ก็ต้องเหนื่อยหนัก กว่าจะโค่นทั้ง เลสเตอร์ และ ท็อตแนมฯ ได้ที่แอนฟิลด์ โดยได้ประตูชัยจากจุดโทษช่วงท้ายเกมทั้ง 2 นัดที่เฉือนชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ทั้ง 2 เกม
ขณะที่  Manchester City  เสียโมเมนตัมอย่างรวดเร็วจากการโดน ไก่เดือยทอง บุกเสมอ 2-2 ตั้งแต่เกมลีกนัดที่ 2 จากการที่โดนพิษ วีเออาร์ ริบประตูชัยอย่างเจ็บปวดในช่วงทดเวลาเดี้ยง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *